สัญญาณเตือน! หากวัยทองมี 9 อาการนี้ คุณอาจเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ 

วัยทอง ไม่ใช่แค่การหมดประจำเดือนเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมถึง หลอดเลือดหัวใจตีบ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้

9 อาการ ที่บ่งบอกว่าคุณอาจเสี่ยงต่อโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ ในช่วงวัยทอง

  1. เจ็บหน้าอก : อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาทับ อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ของโรคหัวใจ
  2. เหนื่อยง่าย : รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ แม้ทำกิจวัตรประจำวันเล็กน้อย
  3. ใจสั่น : หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือรู้สึกเหมือนหัวใจขาดจังหวะ
  4. หอบเหนื่อย : หายใจลำบาก เวลานอนราบ หรือออกกำลังกาย
  5. เวียนหัว มึนงง : อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
  6. ปวดขาเมื่อเดิน : ปวดขาเวลาเดิน และอาการปวดหายไปเมื่อหยุดพัก อาจเป็นสัญญาณของหลอดเลือดตีบ
  7. บวม : บวมที่เท้า ขา หรือมือ อาจเกิดจากการที่หัวใจทำงานไม่ดีพอ
  8. เหงื่อออกมากผิดปกติ : เหงื่อออกมากโดยไม่มีสาเหตุ
  9. อ่อนเพลีย : รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ไม่มีแรง

เหตุใตทำไมวัยทองถึงเสี่ยงต่อโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ ?

  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน : การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวง่ายขึ้น
  • คอเลสเตอรอลสูง : ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ทำให้ไขมันไปอุดตันในหลอดเลือด
  • ความดันโลหิตสูง : ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
  • เบาหวาน : เบาหวานทำให้อาการหลอดเลือดแข็งตัวรุนแรงขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ

  • สูบบุหรี่ : นิโคตินทำให้อาการเลือดแข็งตัวง่ายขึ้น
  • กรรมพันธุ์ : มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
  • ขาดการออกกำลังกาย : การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจแข็งแรง
  • ความเครียด : ความเครียดเรื้อรัง ส่งผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด

ภัยคุกคามวัยทอง! หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดขึ้นได้อย่างไร? และป้องกันได้อย่างไรบ้าง?

หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดขึ้นได้อย่างไร?

  • หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจค่อยๆ แคบลง เนื่องจากมีไขมันไปสะสมที่ผนังด้านใน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หากหลอดเลือดตีบมากจนอุดตัน อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้

วิธีป้องกัน หลอดเลือดหัวใจตีบ 

  • ควบคุมปัจจัยเสี่ยง 
    • ควบคุมน้ำหนัก : รักษาให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
    • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
    • เลิกสูบบุหรี่ : นิโคตินเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด
    • ควบคุมอาหาร : กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมัน เค็มหวาน
    • ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล : ตรวจเช็คระดับคอเลสเตอรอลเป็นประจำ
    • ควบคุมความดันโลหิต : รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    • ควบคุมระดับน้ำตาล : ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : เพื่อตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่เนิ่นๆ
  • ปรึกษาแพทย์ : หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที

เมื่อเป็น หลอดเลือดหัวใจตีบ ดูแลอย่างไร?

  • ปรึกษาแพทย์ : ควรพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจสุขภาพ
  • ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่
  • ควบคุมโรคประจำตัว : รักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และคอเลสเตอรอลสูง
  • ลดความเครียด : หาทางผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือฟังเพลง

รู้ไว้ก่อนสาย! 5 พฤติกรรม ที่ควรเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ 

หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทอง การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ดังนี้

1. ลาขาดบุหรี่

  • นิโคตินในบุหรี่ทำให้อาการเลือดแข็งตัวง่ายขึ้น ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ง่าย
  • ควันบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น

2. อาหารไขมันสูง ลาออกไป

  • อาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง ของทอด นมข้นหวาน จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ไขมันไปอุดตันในหลอดเลือด
  • เลือกทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลาทะเล น้ำมันมะกอก ถั่วต่างๆ

3. ลดหวาน มัน เค็ม

  • อาหารรสจัด เช่น อาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมันจัด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ควรเลือกทานอาหารรสชาติกลมกล่อม เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช

4. ขยับตัวให้มากขึ้น

  • การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดความดันโลหิต และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
  • เลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ

5. จัดการความเครียด

  • ความเครียดเรื้อรัง ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ
  • หาทางผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ ฟังเพลง หรือใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ

บำรุงหัวใจให้แข็งแรงห่างไกล หลอดเลือดหัวใจตีบ ด้วยโภชนาการที่ถูกต้อง

โภชนาการที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพหัวใจ การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่าเราควรทานอะไรบ้างเพื่อบำรุงหัวใจให้แข็งแรง

6 อาหารที่ควรทาน บำรุงหัวใจ ป้องกัน หลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. ผักใบเขียว : อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันการอักเสบ เช่น ผักขม คะน้า บรอกโคลี
  2. ผลไม้ : โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีสันสดใส เช่น เบอร์รี ส้ม กล้วย อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกาย
  3. ธัญพืชไม่ขัดสี : เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ควินัว อุดมไปด้วยใยอาหาร ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
  4. ปลา : โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และลดการอักเสบ
  5. ถั่วต่างๆ : อุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหาร และวิตามินต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
  6. น้ำมันพืช : เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี

5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง!! ลดความเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ

  1. อาหารทอด : อาหารทอดจะเพิ่มปริมาณไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด
  2. อาหารแปรรูป:  อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป มักมีโซเดียมสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของความดันโลหิตสูง
  3. เนื้อแดง : ควรลดการบริโภคเนื้อแดงที่มีไขมันสูง
  4. อาหารหวาน : น้ำตาลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ
  5. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อหัวใจ

ตัวอย่างเมนูอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ

  • มื้อเช้า : โอ๊ตผสมผลไม้และถั่ว
  • มื้อกลางวัน : ปลาอบพร้อมผักสลัด
  • มื้อเย็น : ข้าวกล้องกับผัดผักรวมมิตร

เสริมสุขภาพวัยทองชาย ด้วยอาหารเสริม (DNAe Andro plus) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอาการวัยทอง

​​ดีเน่ แอนโดรพลัส (DNAe Andro plus) สำหรับวัยทองผู้ชาย

1.โสมเกาหลี

  • บำรุงหัวใจ : ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
  • ปรับสมดุลฮอร์โมน : ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลีย และเพิ่มพลังงาน

2.กระชายดำ

  • เพิ่มการไหลเวียนโลหิต : ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น

3.Zinc

  • บำรุงหลอดเลือด : ช่วยเสริมสร้างหลอดเลือดให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการอุดตัน
  • เพิ่มภูมิคุ้มกัน : ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

4.กรดอะมิโน L-Arginine

  • ขยายหลอดเลือด : ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น ลดความดันโลหิต

5.แปะก๊วย

  • ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด : ช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดจับตัวกันเป็นก้อน และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด

6.งาดำ

  • ลดระดับคอเลสเตอรอล : งาดำอุดมไปด้วยสารเซซามิน ซึ่งมีฤทธิ์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
  • ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด: ช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว และตีบตัน

7.ฟีนูกรีก (Fenugreek Extract)

  • ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด : ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ และ หลอดเลือดหัวใจตีบ

วิธีรับประทาน

  • อาการมาก : เริ่มทานวันละ 2 แคปซูล เมื่ออาการดีขึ้น สามารถปรับลดเป็นวันละ 1 แคปซูล
  • ทานเพื่อบำรุง : วันละ 1 แคปซูลหลังอาหารมื้อที่สะดวก