วัยทอง ไม่ใช่แค่การหมดประจำเดือนเท่านั้น แต่ยังเป็นช่วงที่ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนอย่างมาก ซึ่งอาจนำไปสู่ความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมถึง หลอดเลือดหัวใจตีบ ที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
9 อาการ ที่บ่งบอกว่าคุณอาจเสี่ยงต่อโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ ในช่วงวัยทอง
- เจ็บหน้าอก : อาการเจ็บแน่นหน้าอก หรือรู้สึกเหมือนมีอะไรมาทับ อาจเป็นสัญญาณเตือนแรกๆ ของโรคหัวใจ
- เหนื่อยง่าย : รู้สึกเหนื่อยล้าผิดปกติ แม้ทำกิจวัตรประจำวันเล็กน้อย
- ใจสั่น : หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ หรือรู้สึกเหมือนหัวใจขาดจังหวะ
- หอบเหนื่อย : หายใจลำบาก เวลานอนราบ หรือออกกำลังกาย
- เวียนหัว มึนงง : อาจเกิดจากความดันโลหิตสูง หรือเลือดไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ
- ปวดขาเมื่อเดิน : ปวดขาเวลาเดิน และอาการปวดหายไปเมื่อหยุดพัก อาจเป็นสัญญาณของหลอดเลือดตีบ
- บวม : บวมที่เท้า ขา หรือมือ อาจเกิดจากการที่หัวใจทำงานไม่ดีพอ
- เหงื่อออกมากผิดปกติ : เหงื่อออกมากโดยไม่มีสาเหตุ
- อ่อนเพลีย : รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ไม่มีแรง
เหตุใตทำไมวัยทองถึงเสี่ยงต่อโรค หลอดเลือดหัวใจตีบ ?
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน : การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวง่ายขึ้น
- คอเลสเตอรอลสูง : ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ทำให้ไขมันไปอุดตันในหลอดเลือด
- ความดันโลหิตสูง : ความดันโลหิตสูงทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
- เบาหวาน : เบาหวานทำให้อาการหลอดเลือดแข็งตัวรุนแรงขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เพิ่มความเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ
- สูบบุหรี่ : นิโคตินทำให้อาการเลือดแข็งตัวง่ายขึ้น
- กรรมพันธุ์ : มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
- ขาดการออกกำลังกาย : การออกกำลังกายช่วยให้หัวใจแข็งแรง
- ความเครียด : ความเครียดเรื้อรัง ส่งผลต่อระบบหัวใจ และหลอดเลือด
ภัยคุกคามวัยทอง! หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดขึ้นได้อย่างไร? และป้องกันได้อย่างไรบ้าง?
หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดขึ้นได้อย่างไร?
- หลอดเลือดหัวใจตีบ เกิดจากการที่หลอดเลือดแดงที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจค่อยๆ แคบลง เนื่องจากมีไขมันไปสะสมที่ผนังด้านใน ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้น้อยลง หากหลอดเลือดตีบมากจนอุดตัน อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายได้
วิธีป้องกัน หลอดเลือดหัวใจตีบ
- ควบคุมปัจจัยเสี่ยง
- ควบคุมน้ำหนัก : รักษาให้น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- เลิกสูบบุหรี่ : นิโคตินเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด
- ควบคุมอาหาร : กินอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารมัน เค็มหวาน
- ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล : ตรวจเช็คระดับคอเลสเตอรอลเป็นประจำ
- ควบคุมความดันโลหิต : รักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ควบคุมระดับน้ำตาล : ตรวจเช็คระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ
- ตรวจสุขภาพเป็นประจำ : เพื่อตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือดหัวใจตั้งแต่เนิ่นๆ
- ปรึกษาแพทย์ : หากมีอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์ทันที
เมื่อเป็น หลอดเลือดหัวใจตีบ ดูแลอย่างไร?
- ปรึกษาแพทย์ : ควรพบแพทย์เป็นประจำ เพื่อตรวจสุขภาพ
- ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม : ควบคุมอาหาร ลดน้ำหนัก ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่สูบบุหรี่
- ควบคุมโรคประจำตัว : รักษาโรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน และคอเลสเตอรอลสูง
- ลดความเครียด : หาทางผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือฟังเพลง
รู้ไว้ก่อนสาย! 5 พฤติกรรม ที่ควรเลี่ยง เพื่อลดความเสี่ยงหลอดเลือดหัวใจตีบ
หลอดเลือดหัวใจตีบ เป็นภัยเงียบที่คุกคามชีวิตหลายคน โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทอง การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง ดังนี้
1. ลาขาดบุหรี่
- นิโคตินในบุหรี่ทำให้อาการเลือดแข็งตัวง่ายขึ้น ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ง่าย
- ควันบุหรี่ทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
2. อาหารไขมันสูง ลาออกไป
- อาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน ไข่แดง ของทอด นมข้นหวาน จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทำให้ไขมันไปอุดตันในหลอดเลือด
- เลือกทานอาหารที่มีไขมันดี เช่น ปลาทะเล น้ำมันมะกอก ถั่วต่างๆ
3. ลดหวาน มัน เค็ม
- อาหารรสจัด เช่น อาหารรสหวานจัด เค็มจัด หรือมันจัด จะเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ รวมถึงโรคหลอดเลือดหัวใจ
- ควรเลือกทานอาหารรสชาติกลมกล่อม เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืช
4. ขยับตัวให้มากขึ้น
- การออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยให้หัวใจแข็งแรง ลดความดันโลหิต และช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด
- เลือกกิจกรรมที่ชอบ เช่น เดิน วิ่ง ปั่นจักรยาน หรือว่ายน้ำ
5. จัดการความเครียด
- ความเครียดเรื้อรัง ทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่เพิ่มความดันโลหิต และอัตราการเต้นของหัวใจ
- หาทางผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ ฟังเพลง หรือใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติ
บำรุงหัวใจให้แข็งแรงห่างไกล หลอดเลือดหัวใจตีบ ด้วยโภชนาการที่ถูกต้อง
โภชนาการที่ดีเป็นกุญแจสำคัญในการดูแลสุขภาพหัวใจ การเลือกทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่าเราควรทานอะไรบ้างเพื่อบำรุงหัวใจให้แข็งแรง
6 อาหารที่ควรทาน บำรุงหัวใจ ป้องกัน หลอดเลือดหัวใจตีบ
- ผักใบเขียว : อุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่ช่วยลดความดันโลหิตและป้องกันการอักเสบ เช่น ผักขม คะน้า บรอกโคลี
- ผลไม้ : โดยเฉพาะผลไม้ที่มีสีสันสดใส เช่น เบอร์รี ส้ม กล้วย อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกาย
- ธัญพืชไม่ขัดสี : เช่น ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ควินัว อุดมไปด้วยใยอาหาร ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล
- ปลา : โดยเฉพาะปลาที่มีไขมันดี เช่น ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และลดการอักเสบ
- ถั่วต่างๆ : อุดมไปด้วยโปรตีน ใยอาหาร และวิตามินต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ
- น้ำมันพืช : เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันอะโวคาโด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี
5 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง!! ลดความเสี่ยง หลอดเลือดหัวใจตีบ
- อาหารทอด : อาหารทอดจะเพิ่มปริมาณไขมันทรานส์ ซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด
- อาหารแปรรูป: อาหารกระป๋อง อาหารสำเร็จรูป มักมีโซเดียมสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของความดันโลหิตสูง
- เนื้อแดง : ควรลดการบริโภคเนื้อแดงที่มีไขมันสูง
- อาหารหวาน : น้ำตาลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ
- เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ : แอลกอฮอล์ส่งผลเสียต่อหัวใจ
ตัวอย่างเมนูอาหารสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพหัวใจ
- มื้อเช้า : โอ๊ตผสมผลไม้และถั่ว
- มื้อกลางวัน : ปลาอบพร้อมผักสลัด
- มื้อเย็น : ข้าวกล้องกับผัดผักรวมมิตร
เสริมสุขภาพวัยทองชาย ด้วยอาหารเสริม (DNAe Andro plus) ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ลดอาการวัยทอง
ดีเน่ แอนโดรพลัส (DNAe Andro plus) สำหรับวัยทองผู้ชาย
1.โสมเกาหลี
- บำรุงหัวใจ : ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ
- ปรับสมดุลฮอร์โมน : ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย ลดอาการอ่อนเพลีย และเพิ่มพลังงาน
2.กระชายดำ
- เพิ่มการไหลเวียนโลหิต : ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงหัวใจ ทำให้หัวใจทำงานได้ดีขึ้น
3.Zinc
- บำรุงหลอดเลือด : ช่วยเสริมสร้างหลอดเลือดให้แข็งแรง ลดความเสี่ยงของการอุดตัน
- เพิ่มภูมิคุ้มกัน : ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย
4.กรดอะมิโน L-Arginine
- ขยายหลอดเลือด : ช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น ลดความดันโลหิต
5.แปะก๊วย
- ป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด : ช่วยป้องกันไม่ให้เกล็ดเลือดจับตัวกันเป็นก้อน และช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้ดีขึ้น ลดความเสี่ยงของการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือด
6.งาดำ
- ลดระดับคอเลสเตอรอล : งาดำอุดมไปด้วยสารเซซามิน ซึ่งมีฤทธิ์ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด
- ป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด: ช่วยป้องกันไม่ให้หลอดเลือดแข็งตัว และตีบตัน
7.ฟีนูกรีก (Fenugreek Extract)
- ปรับสมดุลระดับน้ำตาลในเลือด : ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ และ หลอดเลือดหัวใจตีบ
วิธีรับประทาน
- อาการมาก : เริ่มทานวันละ 2 แคปซูล เมื่ออาการดีขึ้น สามารถปรับลดเป็นวันละ 1 แคปซูล
- ทานเพื่อบำรุง : วันละ 1 แคปซูลหลังอาหารมื้อที่สะดวก