สำหรับคุณผู้อ่านที่ก้าวเข้าสู่วัยทอง 03: 10/67 หรือคุณผู้อ่านที่เป็นวัยทองอยู่แล้ว คงทราบกันดีอยู่แล้วว่า อายุระหว่าง 45 – 55 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงของร่างกายไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ภายนอกเท่านั้น แต่ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน ทำให้ความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “โรคไข้หวัดใหญ่” ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียงโรคธรรมดาที่รักษาหายได้ง่าย แต่ความจริงแล้ว…ไข้หวัดใหญ่ในวัยทองสามารถนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
โดยสถิติจากกรมควบคุมโรคแสดงให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทอง มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่สูงกว่าคนในวัยหนุ่มสาวถึง 3 เท่า ดังนั้น การป้องกันและการรู้จักสังเกตอาการของไข้หวัดใหญ่ในวัยทองจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ศัตรูร้ายที่วัยทองต้องระวัง
ไข้หวัดใหญ่ (Influenza) เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซา ซึ่งแตกต่างจากไข้หวัดธรรมดาที่มักมีอาการไม่รุนแรง ซึ่งไข้หวัดใหญ่มักมีอาการรุนแรงกว่าและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้มากกว่า โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทองที่มักเริ่มมีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคปอดเรื้อรัง ซึ่งเมื่อเกิดการติดไข้หวัดใหญ่ จะยิ่งทำให้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้มากขึ้น เช่น ปอดบวม หัวใจล้มเหลว หรืออาการกำเริบของโรคประจำตัวที่เป็นอยู่
ซึ่งเชื้อไวรัสที่ก่อโรคไข้หวัดใหญ่ สามารถแบ่งเป็น 3 ชนิดหลัก ได้แก่
- ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A มีความสามารถในการกลายพันธุ์ได้รวดเร็ว และมักเป็นสาเหตุของการระบาดใหญ่ทั่วโลก
- ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด B พบได้ในการระบาดเฉพาะพื้นที่ และ
- ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด C มักก่อโรคที่มีอาการไม่รุนแรงนัก
ไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิด A ยังแบ่งย่อยตามโปรตีนที่ผิวของไวรัส คือ hemagglutinin (H) และ neuraminidase (N) ซึ่งปัจจุบันพบสายพันธุ์ที่ก่อโรคในมนุษย์ที่สำคัญ ได้แก่ H1N1 (ไข้หวัดใหญ่ 2009 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่) และ H3N2
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง การติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสายพันธุ์ H1N1 และ H3N2 มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการรุนแรง เนื่องจากร่างกายของวัยทองตอบสนองต่อเชื้อได้ไม่ดีเท่าในวัยหนุ่มสาว และเมื่อเกิดการติดเชื้อ ร่างกายมักเกิดการอักเสบอย่างรุนแรง (Cytokine storm) ซึ่งอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อเนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ได้
นอกจากนี้ในแต่ละปีเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้ภูมิคุ้มกันที่ร่างกายเคยสร้างไว้อาจไม่สามารถต้านทานเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้ ดังนั้น แม้วัยทองจะเคยติดไข้หวัดใหญ่มาก่อน ก็ยังมีโอกาสติดซ้ำได้จากเชื้อสายพันธุ์ที่กลายพันธุ์ไป
แล้ววัยทองจะหลีกเลี่ยงการติดต่อ และแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไร?
การติดต่อและการแพร่กระจายของเชื้อไข้หวัดใหญ่
ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่ติดต่อได้ง่ายผ่านทางระบบทางเดินหายใจ โดยมีการแพร่กระจายเชื้อหลายวิธี ได้แก่
- การสัมผัสโดยตรง การแพร่เชื้อจากการไอ จาม น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วย ละอองฝอยที่มีเชื้อไวรัสสามารถฟุ้งกระจายในอากาศได้ไกลถึง 1 – 2 เมตร และลอยในอากาศได้นานหลายชั่วโมง หากวัยทองไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยก็สามารถติดเชื้อได้
- การสัมผัสทางอ้อม การที่วัยทองสัมผัสผ่านพื้นผิวหรือวัตถุที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได โทรศัพท์ แล้วมาสัมผัสบริเวณใบหน้า ตา จมูก ปาก ทำให้เชื้อเข้าสู่ร่างกายวัยทองได้
- การอยู่ในพื้นที่แออัด หากวัยทองต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีคนจำนวนมากและอากาศถ่ายเทไม่ดี เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ หรือขนส่งสาธารณะ มีความเสี่ยงสูงในการแพร่กระจายเชื้อ
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทองที่มักมีกิจกรรมทางสังคมหลากหลาย ทั้งการทำงาน การพบปะสังสรรค์ การดูแลบุตรหลาน รวมถึงการไปพบแพทย์เพื่อรักษาโรคประจำตัว จึงมีโอกาสสัมผัสเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ง่าย นอกจากนี้ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนเริ่มมีอาการ ไปจนถึงประมาณ 5 – 7 วันหลังจากเริ่มป่วย ทำให้การควบคุมการแพร่ระบาดเป็นไปได้ยาก เพราะผู้ที่ยังไม่แสดงอาการก็สามารถแพร่เชื้อได้แล้ว ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาวและฤดูฝนที่อากาศเย็นและชื้น
อาการของไข้หวัดใหญ่ที่วัยทองควรรู้และสังเกต
ไข้หวัดใหญ่ มีอาการที่แตกต่างจากไข้หวัดธรรมดา โดยมักมีอาการเริ่มต้นอย่างฉับพลันและรุนแรงกว่า อาการทั่วไปของไข้หวัดใหญ่ โดยคุณผู้อ่านที่เป็นวัยทองสามารถสังเกตอาการต่างๆ ได้ดังนี้
- อาการไข้สูงทันที โดยมักสูงกว่า 38 องศาเซลเซียส และอาจสูงถึง 39 – 40 องศาเซลเซียส ซึ่งอาจคงอยู่และเป็นได้นานถึง 3 – 5 วัน
- ปวดเมื่อยตามร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณกล้ามเนื้อและข้อต่อ จะมีอาการปวดศีรษะรุนแรงเป็นอย่างมาก
- อาการทางระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอแห้งๆ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล
- อาการอ่อนเพลีย หมดแรง โดยจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้าง่ายเป็นอย่างมาก จนอาจทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้
- อาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย (พบได้บางราย)
- อาการหนาวสั่น โดยจะรู้สึกหนาว แม้ว่าจะอยู่ในที่อุณหภูมิปกติก็ตาม
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทองอายุ 45 – 55 ปี อาจมีลักษณะอาการที่แตกต่างไปจากวัยอื่นๆ และควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับอาการเหล่านี้
- วัยทองอาจมีอาการไข้อาจไม่สูงมาก แต่มีอาการอ่อนเพลียมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นสัญญาณที่หลายคนมักมองข้าม
- วัยทองอาจมีการสับสน การรับรู้เปลี่ยนแปลง หรือมีอาการหลงลืมเฉียบพลัน
- วัยทองอาจหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเร็ว
- อาการของโรคประจำตัวกำเริบ เช่น ระดับน้ำตาลในเลือดควบคุมยาก ความดันโลหิตไม่คงที่
- วัยทองอาจมีอาการเจ็บหน้าอก หรือรู้สึกแน่นหน้าอกผิดปกติ
- การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง เช่น ซีด หรือมีสีเขียวคล้ำ โดยเฉพาะบริเวณริมฝีปากและเล็บ
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณเตือนของภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ที่อยู่ในวัยทอง ซึ่งต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างทันท่วงที การสังเกตอาการตั้งแต่เริ่มต้นและพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและการเสียชีวิตได้
ความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่ที่วัยทองต้องรู้
หลายคนมักสับสนระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไข้หวัดธรรมดา ซึ่งความเข้าใจในความแตกต่างนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง เพื่อการรับมือและการรักษาที่เหมาะสม
ลักษณะ | ไข้หวัดธรรมดา | ไข้หวัดใหญ่ |
เชื้อที่เป็นสาเหตุ | ไวรัสไรโนไวรัส (Rhinovirus) กว่า 200 สายพันธุ์ | ไวรัสอินฟลูเอนซา (Influenza virus) ชนิด A, B, C |
การเริ่มมีอาการ | ค่อยเป็นค่อยไป มีอาการทีละน้อย | เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว รุนแรงทันที |
ไข้ | มีไข้ต่ำๆ หรือไม่มีไข้ | มีไข้สูง 38 – 40 องศาเซลเซียส |
ปวดศีรษะ | พบได้น้อย มักไม่รุนแรง | พบได้บ่อย มีอาการปวดรุนแรง |
ปวดเมื่อยตามร่างกาย | อาการเล็กน้อย | ปวดเมื่อยรุนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อต่อ |
อ่อนเพลีย | มีอาการเล็กน้อย | อ่อนเพลียมาก อาจนอนพักผ่อนเป็นเวลาหลายวัน |
น้ำมูก เจ็บคอ | อาการชัดเจน มักเป็นอาการหลัก | อาจมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ใช่อาการเด่น |
ไอ | ไอมีเสมหะ | ไอแห้งๆ อาจรุนแรงและเจ็บหน้าอก |
ระยะเวลาของโรค | 7 – 10 วัน | 1 – 2 สัปดาห์ หรือนานกว่านั้นหากมีภาวะแทรกซ้อน |
ความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน | มีน้อย | มีสูง โดยเฉพาะในวัยทองและผู้ที่มีโรคประจำตัว |
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง การแยกแยะความแตกต่างระหว่างไข้หวัดธรรมดากับไข้หวัดใหญ่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากไข้หวัดใหญ่ต้องการการเฝ้าระวังและการรักษาที่จริงจังมากกว่า หากสงสัยว่าเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการรุนแรงหรือมีโรคประจำตัวร่วมด้วย
การพบแพทย์ภายใน 48 ชั่วโมงแรกของการเริ่มมีอาการจะช่วยให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งอาจช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทองที่มีความเสี่ยงสูง
ภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง
1. ปอดอักเสบจากไข้หวัดใหญ่
ปอดอักเสบ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยและอันตรายที่สุดสำหรับผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง เกิดจากเชื้อไวรัสอินฟลูเอนซาลุกลามเข้าสู่เนื้อเยื่อปอด ทำให้เกิดการอักเสบและทำลายเนื้อเยื่อปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนเกิดความบกพร่อง อาการของปอดอักเสบจากไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
- หายใจลำบาก หายใจเร็ว หรือหายใจตื้น
- ไอรุนแรงและมีเสมหะปนเลือด
- เจ็บหน้าอกเวลาหายใจ
- ไข้สูงต่อเนื่องหรือกลับมาเป็นไข้สูงอีกครั้งหลังจากที่อาการดีขึ้นแล้ว
- ซึม สับสน หรือหมดสติ
ปอดอักเสบจากไข้หวัดใหญ่ในผู้ป่วยวัยทอง อาจนำไปสู่ภาวะการหายใจล้มเหลวและเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว โดยเฉพาะในรายที่มีโรคปอดเรื้อรังอยู่เดิม เช่น โรคถุงลมโป่งพอง หรือโรคหอบหืด ต้องระวังและสังเกตอยู่สม่ำเสมอ
2. ปอดอักเสบจากการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
เมื่อวัยทองเป็นไข้หวัดใหญ่ เยื่อบุทางเดินหายใจจะถูกทำลาย ทำให้เกิดช่องทางให้เชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในทางเดินหายใจส่วนบนแทรกซึมเข้าสู่ปอดได้ง่ายขึ้น
อาการปอดอักเสบจากแบคทีเรียแทรกซ้อนในวัยทอง มักจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ป่วยวัยทองมีอาการไข้หวัดใหญ่ดีขึ้นแล้ว 1 – 2 สัปดาห์ และกลับมามีไข้สูงอีกครั้งพร้อมกับอาการไอมีเสมหะเหลืองหรือเขียว ซึ่งต้องการการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างเหมาะสม
3. ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)
ไข้หวัดใหญ่อาจทำให้วัยทองเกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อย แต่มีความอันตรายสูง โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ในวัยทองที่อาจมีความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ 10: 11/67 อยู่แล้ว ซึ่งอาการของภาวะกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ได้แก่
- เจ็บหน้าอกคล้ายอาการโรคหัวใจขาดเลือด
- หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ
- หอบเหนื่อยเวลานอนราบ
- ขาบวม
การอักเสบของกล้ามเนื้อหัวใจอาจนำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในวัยทองที่มีอาการเจ็บหน้าอกหรือหายใจลำบากหลังจากเป็นไข้หวัดใหญ่ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
4. ภาวะสมองอักเสบ และเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
แม้ว่าอาจจะพบไม่บ่อยในวัยทอง แต่ไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดการอักเสบของเนื้อสมองหรือเยื่อหุ้มสมองได้ โดยมีอาการ
- ปวดศีรษะรุนแรง
- คอแข็ง
- สับสน มึนงง
- ชัก
- อาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น แขนขาอ่อนแรง ชา หรือพูดไม่ชัด
ภาวะสมองอักเสบและเยื่อหุ้มสมองอักเสบมีความอันตรายสูง อาจทำให้เกิดความพิการถาวรหรือเสียชีวิตได้ ผู้ที่อยู่ในวัยทองที่มีอาการทางระบบประสาทผิดปกติหลังจากเป็นไข้หวัดใหญ่ จำเป็นต้องได้รับการประเมินและรักษาอย่างเร่งด่วน
5. การกำเริบของโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่เดิม
ไข้หวัดใหญ่สามารถกระตุ้นให้โรคประจำตัวที่ผู้ป่วยวัยทองเป็นอยู่เดิมมีอาการกำเริบรุนแรงขึ้นได้ และการกำเริบของโรคเรื้อรังเหล่านี้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีหลายโรคร่วมกัน เช่น
- โรคเบาหวาน การติดเชื้อทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่คงที่และควบคุมได้ยากขึ้น
- โรคหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันและหัวใจล้มเหลว
- โรคไตเรื้อรัง อาจทำให้การทำงานของไตแย่ลงอย่างรวดเร็ว
- โรคปอดเรื้อรัง กระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบของโรคหอบหืดหรือโรคถุงลมโป่งพอง
- โรคตับ อาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ
6. ภาวะช็อกจากการติดเชื้อ
ในกรณีที่มีรุนแรงต่อวัยทอง ไข้หวัดใหญ่อาจนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือด และภาวะช็อกจากการติดเชื้อได้ อาการของภาวะนี้ ได้แก่
- ความดันโลหิตต่ำ
- ชีพจรเต้นเร็ว
- หายใจเร็ว
- ซีด ผิวเย็น
- ปัสสาวะออกน้อย
- สับสน ซึม หรือหมดสติ
โดยภาวะช็อกจากการติดเชื้อเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องการการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤติ มีอัตราการเสียชีวิตสูงแม้จะได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
7. ภาวะไตวายเฉียบพลัน
ไข้หวัดใหญ่ที่รุนแรงอาจทำให้วัยทองนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้ จากหลายกลไกที่ส่งผลกระทบต่อร่างกาย ทั้งจากการขาดน้ำ การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือผลข้างเคียงจากยาที่ใช้รักษา อาการที่พบ ได้แก่
- ปัสสาวะออกน้อยลงหรือไม่ออกเลย
- บวมตามร่างกาย โดยเฉพาะที่ขาและข้อเท้า
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
- สับสน
ผู้ที่อยู่ในวัยทองที่มีโรคไตอยู่เดิมมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะไตวายเฉียบพลันเมื่อติดไข้หวัดใหญ่ ซึ่งอาจต้องการการบำบัดทดแทนไตชั่วคราว เช่น การฟอกเลือด
8. กลุ่มอาการทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง
ARDS เป็นภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่เกิดจากการอักเสบของเนื้อเยื่อปอดอย่างรุนแรง ทำให้มีของเหลวรั่วซึมเข้าสู่ถุงลมปอด ส่งผลให้การแลกเปลี่ยนก๊าซบกพร่องอย่างมาก ผู้ป่วยวัยทองจะมีอาการหายใจลำบากรุนแรง หอบเหนื่อย และมีภาวะขาดออกซิเจน
ผู้ป่วย ARDS จำเป็นต้องได้รับการใส่ท่อช่วยหายใจและใช้เครื่องช่วยหายใจในหอผู้ป่วยวิกฤติ แม้จะได้รับการรักษาอย่างเต็มที่ ARDS ก็ยังมีอัตราการเสียชีวิตสูงถึง 30 – 40% โดยเฉพาะในผู้ที่อยู่ในวัยทองที่มีโรคประจำตัว
9. ภาวะกล้ามเนื้อสลาย
ในบางกรณี ไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะสายพันธุ์ H1N1 อาจทำให้วัยทองเกิดภาวะกล้ามเนื้อสลาย ซึ่งเกิดจากการอักเสบและทำลายของเซลล์กล้ามเนื้อ ทำให้สารที่อยู่ภายในเซลล์ เช่น myoglobin และเอนไซม์ creatine kinase รั่วออกมาในกระแสเลือด และอาจทำให้วัยทองเกิดภาวะไตวายตามมาได้
อาการของภาวะกล้ามเนื้อสลาย ได้แก่
- ปวดกล้ามเนื้อรุนแรง
- อ่อนแรง
- ปัสสาวะสีเข้มคล้ายน้ำชา หรือสีโค้ก
- บวม
วัยทองที่มีอาการเหล่านี้ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง
10. ภาวะแทรกซ้อนระยะยาว
นอกจากภาวะแทรกซ้อนเฉียบพลันที่วัยทองอาจพบเจอแล้ว ไข้หวัดใหญ่ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรังในระยะยาวได้ เช่น
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดภายในระยะเวลา 1 ปีหลังจากติดเชื้อ
- อาการอ่อนเพลียเรื้อรังที่อาจคงอยู่นานหลายเดือน
- การฟื้นตัวของสมรรถภาพปอดที่ล่าช้า
- ความผิดปกติทางระบบประสาทที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง
ด้วยความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนที่หลากหลายและรุนแรงเหล่านี้ การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในผู้ที่อยู่ในวัยทองจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง และหากเกิดการติดเชื้อ การรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีจะช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนและการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ
แล้ววัยทองจะป้องกันไข้หวัดใหญ่ได้อย่างไรบ้างนั้น? ไปหาคำตอบกัน
การป้องกันไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง
การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการรับมือกับไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง ซึ่งมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง วิธีการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่
1. การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี
วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เป็นวิธีการป้องกันที่ดีที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับวัยทองและทุกช่วงวัย แม้ว่าจะไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อได้ 100% แต่ก็ช่วยลดความรุนแรงของโรคและลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้อย่างมาก
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง อายุ 45 – 55 ปี ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เนื่องจากเชื้อไวรัสมีการกลายพันธุ์อยู่เสมอ ทำให้วัคซีนในแต่ละปีมีส่วนประกอบที่แตกต่างกันเพื่อให้ครอบคลุมสายพันธุ์ที่คาดว่าจะระบาดในปีนั้นๆ
โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการฉีดวัคซีนสำหรับประเทศไทย คือ ช่วงก่อนฤดูฝนหรือต้นฤดูฝน (เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน) เนื่องจากเป็นช่วงที่มักมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่
2. การล้างมือบ่อยๆ
การที่วัยทองชอบล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ เป็นอีกหนึ่งวิธีการป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่มีประสิทธิภาพ โดยควรล้างมือใช้เวลาอย่างน้อย 20 วินาที และครอบคลุมทั่วทั้งมือ รวมถึงซอกนิ้วและข้อมือ
- ก่อนและหลังรับประทานอาหาร
- หลังการใช้ห้องน้ำ
- หลังจากออกจากที่สาธารณะ
- หลังจากสัมผัสสิ่งของสาธารณะ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู
- หลังจากสัมผัสใบหน้า จมูก ปาก
- หลังจากดูแลผู้ป่วย หรือสัมผัสผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่
3. การสวมหน้ากากอนามัย
นับเป็นอีกหนึ่งข้อดีของคนไทยที่วัยทองมักจะสวมหน้ากากอนามัยในพื้นที่ต่างๆ ซึ่งสามารถช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่กระจายและรับเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาด หรือเมื่อต้องอยู่ในสถานที่แออัด เช่น
- โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาล
- ตลาด หรือห้างสรรพสินค้า
- ระบบขนส่งสาธารณะ
- สถานที่ที่มีการรวมตัวของคนจำนวนมาก
ผู้ที่อยู่ในวัยทองควรพิจารณาสวมหน้ากากอนามัยโดยเฉพาะในช่วงฤดูการระบาด หรือเมื่อต้องใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัด
4. การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล
นอกจากการล้างมือแล้วสำหรับวัยทองที่ทำได้ง่ายแล้ว การรักษาสุขอนามัยส่วนบุคคลยังรวมถึงเรื่องอื่นๆ เช่น
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสตา จมูก ปาก ด้วยมือที่ไม่สะอาด
- ใช้กระดาษทิชชูปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และทิ้งทิชชูในถังขยะทันที
- ไม่ใช้สิ่งของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดหน้า
- ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อพื้นผิวที่มีการสัมผัสบ่อยๆ ในบ้าน เช่น โทรศัพท์ ลูกบิดประตู รีโมทคอนโทรล
5. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันมีความสำคัญอย่างยิ่ง วิธีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ได้แก่
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ โดยเน้นผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน 5 วันต่อสัปดาห์
- พักผ่อนให้เพียงพอ นอนหลับอย่างน้อย 7 – 8 ชั่วโมงต่อคืน
- ลดความเครียด ด้วยวิธีการที่เหมาะสม เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือกิจกรรมที่ชื่นชอบ
- งดหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่
6. การหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย
ในช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่อยู่ในวัยทองควรหลีกเลี่ยง
- การใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่
- การเยี่ยมผู้ป่วยในโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น
- สถานที่แออัดที่มีการระบาย อากาศไม่ดี
- การเดินทางไปในพื้นที่ที่มีการระบาดหนัก
หากมีความจำเป็นต้องดูแลผู้ป่วย ควรใช้อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และล้างมือบ่อยๆ
การรักษาไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง
เมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ การรักษาที่ถูกต้องและทันท่วงทีมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อน แนวทางการรักษามีดังนี้
1. การรักษาด้วยยาต้านไวรัส
ยาต้านไวรัสอินฟลูเอนซาเป็นส่วนสำคัญในการรักษาไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงอย่างวัยทอง ยาเหล่านี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อได้รับภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังจากเริ่มมีอาการ ยาต้านไวรัสที่ใช้บ่อย
2. การรักษาตามอาการ
นอกจากยาต้านไวรัสแล้ว การรักษาตามอาการช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายขึ้นและช่วยบรรเทาอาการของไข้หวัดใหญ่ ได้แก่
- ยาลดไข้ เช่น พาราเซตามอล เพื่อลดไข้และบรรเทาอาการปวดเมื่อย ควรหลีกเลี่ยงแอสไพรินในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดกลุ่มอาการ Reye’s syndrome
- ยาแก้ไอ ใช้เมื่อมีอาการไอรบกวนการพักผ่อน อย่างไรก็ตาม หากมีเสมหะ ไม่ควรใช้ยาระงับการไอเพราะการไอช่วยกำจัดเสมหะออกจากทางเดินหายใจ
- ยาลดน้ำมูก ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก ทำให้หายใจได้สะดวกขึ้น
สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง การใช้ยารักษาตามอาการควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เนื่องจากอาจมีปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัว
3. การดูแลร่างกายและการพักผ่อน
การพักผ่อนและการดูแลร่างกายอย่างเหมาะสมเป็นส่วนสำคัญในการฟื้นตัวจากไข้หวัดใหญ่ ดังนี้
- พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนพักผ่อนให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของวัยทองฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ควรงดการทำงานหรือกิจกรรมหนักจนกว่าจะหายเป็นปกติ
- ดื่มน้ำมากๆ การดื่มน้ำและเครื่องดื่มอุ่นๆ ช่วยป้องกันภาวะขาดน้ำจากไข้สูงของวัยทอง และช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย แม้วัยทองจะเบื่ออาหาร แต่ควรพยายามรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็น
- ใช้น้ำเกลือพ่นจมูกหรือบ้วนคอ ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและเจ็บคอ
- ใช้เครื่องพ่นไอน้ำหรืออาบน้ำอุ่น ความชื้นช่วยบรรเทาอาการคัดจมูกและไอให้กับวัยทอง
4. การป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น
ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในวัยทองควรมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยการป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น ดังนี้
- พักอยู่บ้าน งดไปที่ทำงาน โรงเรียน หรือสถานที่สาธารณะจนกว่าจะหายไข้อย่างน้อย 24 ชั่วโมง (โดยไม่ต้องใช้ยาลดไข้)
- สวมหน้ากากอนามัย เมื่อจำเป็นต้องอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่น
- ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม ใช้กระดาษทิชชูหรือไอจามใส่ข้อพับแขนด้านใน
- ทิ้งกระดาษทิชชูที่ใช้แล้วทันที และล้างมือหลังจากไอ จาม หรือสั่งน้ำมูก
- แยกของใช้ส่วนตัว ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว
5. เมื่อไรควรพบแพทย์ฉุกเฉิน
ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ในวัยทองควรได้รับการดูแลทางการแพทย์โดยเร็วหากมีอาการดังต่อไปนี้
- หายใจลำบาก หรือหอบเหนื่อย
- เจ็บหน้าอกหรือรู้สึกแน่นหน้าอก
- สับสน หรือเกิดอาการทางจิตประสาทที่ผิดปกติ
- อาเจียนรุนแรงหรือต่อเนื่อง
- ไข้สูงที่ไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้
- ริมฝีปากหรือใบหน้ามีสีคล้ำ
- ชัก หรือหมดสติ
- อาการของโรคประจำตัวที่รุนแรงขึ้น เช่น โรคหอบหืด โรคเบาหวาน
การพบแพทย์อย่างทันท่วงทีเมื่อมีอาการเหล่านี้จะช่วยป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงและลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้
และเพื่อให้คุณผู้อ่านที่เป็นวัยทองได้ดูแลร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะห่างไกลจากไข้หวัดใหญ่แล้ว ยังช่วยเป็นเกราะป้องกันโรคต่างๆ รวมถึงเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายมีความแข็งแรงอยู่ตลอดอย่างแน่นอนด้วย
ดีเน่ แอนโดรพลัส (DNAe Androplus) ตัวช่วยเสริมภูมิต้านทานป้องกันไข้หวัดใหญ่สำหรับคุณผู้ชายวัยทอง เพราะภูมิคุ้มกันของร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลง ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่และเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต ดีเน่ แอนโดรพลัส (DNAe Androplus) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ออกแบบมาเพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและสุขภาพโดยรวมสำหรับผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทองโดยเฉพาะด้วยสารสกัดธรรมชาติ 7 ชนิดที่ผ่านการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน
- 1. สารสกัดจากโสมเกาหลี โสมเกาหลีเป็นที่รู้จักในฐานะ “ราชาแห่งสมุนไพร” ที่มีสารจินเซนโนไซด์ ซึ่งมีคุณสมบัติในการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยเพิ่มการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ต่อสู้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ การศึกษาทางคลินิกพบว่าวัยทองที่รับประทานสารสกัดโสมเกาหลีเป็นประจำมีอัตราการติดเชื้อทางเดินหายใจลดลงถึง 35% และหากติดเชื้อก็มีอาการรุนแรงน้อยกว่าและฟื้นตัวเร็วกว่า
- 2. สารสกัดจากฟีนูกรีก มีสารซาโปนินและฟลาโวนอยด์ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ โดยเฉพาะในวัยทองที่ร่างกายมักเกิดการอักเสบรุนแรงเมื่อติดเชื้อ นอกจากนี้ ฟีนูกรีกยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผู้สูงวัยที่มีภาวะเบาหวานหรือมีความเสี่ยง เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงจะยิ่งทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้แย่ลง
- 3. แอล อาร์จีนีน กรดอะมิโนที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างไนตริกออกไซด์ ซึ่งช่วยขยายหลอดเลือดและเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ทำให้เม็ดเลือดขาวเข้าถึงจุดติดเชื้อได้ดีขึ้น เมื่อเกิดการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ การมีการไหลเวียนเลือดที่ดีจะช่วยให้ร่างกายตอบสนองต่อการติดเชื้อได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนที่หัวใจและหลอดเลือด ซึ่งเป็นอันตรายสำคัญของไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง
- 4. สารสกัดกระชายดำ กระชายดำมีฤทธิ์ต้านไวรัสโดยตรง การศึกษาล่าสุดพบว่าสารสกัดจากกระชายดำสามารถยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัสหลายชนิด รวมถึงไวรัสไข้หวัดใหญ่ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ยังทำให้ร่างกายวัยทองพร้อมรับมือกับการติดเชื้อได้ดีขึ้น สารโพลีฟีนอลในกระชายดำยังช่วยปกป้องเซลล์ในระบบทางเดินหายใจจากความเสียหายที่เกิดจากการติดเชื้อ
- 5. ซิงค์ อะมิโน แอซิด คีเลท ซิงค์เป็นแร่ธาตุที่มีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการสร้างและการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว การศึกษาทางคลินิกพบว่าการรับประทานซิงค์เสริมช่วยลดระยะเวลาและความรุนแรงของอาการหวัดและไข้หวัดใหญ่ได้ โดยเฉพาะวัยทองเมื่อรับประทานในช่วงแรกเริ่มของการติดเชื้อ รูปแบบคีเลทของซิงค์ในผลิตภัณฑ์นี้ช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีกว่าซิงค์ทั่วไปถึง 43% ทำให้ได้ประโยชน์สูงสุด
- 6. สารสกัดจากแปะก๊วย แปะก๊วยไม่เพียงช่วยเรื่องการไหลเวียนเลือดและสมอง แต่ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูง ซึ่งช่วยลดความเสียหายของเซลล์จากการอักเสบเมื่อติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ สารฟลาโวนอยด์และเทอร์พีนในแปะก๊วยช่วยปกป้องเซลล์ปอดจากความเสียหายที่เกิดจาก “พายุไซโตไคน์” ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่พบได้ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่วัยทอง ทำให้ลดความเสี่ยงของการเกิดปอดอักเสบรุนแรง
- 7. สารสกัดจากงาดำ งาดำอุดมไปด้วยวิตามินอี เซซามิน และสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันและลดการอักเสบ งาดำยังมีแคลเซียมและแมกนีเซียมสูง ซึ่งช่วยในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท ทำให้ร่างกายฟื้นตัวจากอาการปวดเมื่อยและอ่อนเพลียที่มักพบในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ กรดไขมันไม่อิ่มตัวในงาดำยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความเสี่ยงโรคหัวใจ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่ในวัยทองเป็นอันตรายมากขึ้น
*ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
แนะนำให้คุณผู้อ่านวัยทองรับประทานวันละ 1 แคปซูล หลังอาหารเช้าหรือมื้อที่สะดวกต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน เพื่อเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงในระยะยาว โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาวที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สูง
และ ดีเน่ ฟลาโวพลัส (DNAe Flavoplus) สำหรับคุณผู้หญิง โล่ห์ป้องกันระบบภูมิคุ้มกันสำหรับวัยทอง โดยเฉพาะระบบภูมิคุ้มกันที่เริ่มเสื่อมถอย ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ซึ่งได้รวมพลังสารสกัดธรรมชาติ 6 ชนิดที่ทำงานเสริมฤทธิ์กัน เพื่อเป็นด่านป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่และภาวะแทรกซ้อนอันตรายในวัยทอง
- 1. สารสกัดจากถั่วเหลือง ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลืองจากสเปนคุณภาพสูง ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในวัยทอง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และมีสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยลดการอักเสบในร่างกาย ทำให้ร่างกายของวัยทองตอบสนองต่อการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- 2. สารสกัดจากตังกุย มีสารที่ออกฤทธิ์ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต เพิ่มออกซิเจนไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันของวัยทองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ร่างกายสามารถต่อสู้กับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้ดีขึ้น และยังช่วยฟื้นฟูร่างกายในระหว่างและหลังการป่วย
- 3. สารสกัดจากแปะก๊วย แปะก๊วยที่มีสารกิงโกไลด์และฟลาโวนอยด์ ช่วยปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตไปสู่สมองและปอด ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญที่มักได้รับผลกระทบจากไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง สารต้านอนุมูลอิสระในแปะก๊วยยังช่วยปกป้องเซลล์จากความเสียหายที่เกิดจากการอักเสบรุนแรง จากการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ ช่วยลดโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตราย
- 4. สารสกัดจากงาดำ อุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า – 3, วิตามินอี, และแร่ธาตุเซเลเนียม ที่ช่วยเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกัน เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการกับการติดเชื้อทางเดินหายใจ สารลิกแนนในงาดำยังมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยบรรเทาอาการทางเดินหายใจจากไข้หวัดใหญ่ให้กับวัยทอง
- 5. ออร์แกนิค แครนเบอร์รี่ มีสารโพรแอนโทไซยานิดินและวิตามินซีสูง ช่วยต่อต้านเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย ป้องกันการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน และลดโอกาสเกิดการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนอันตรายจากไข้หวัดใหญ่ในวัยทอง แครนเบอร์รี่ออร์แกนิคในสูตรนี้ยังช่วยเสริมวิตามินซีให้ร่างกาย ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของอาการไข้หวัดใหญ่
- 6. อินูลิน พรีไบโอติก สนับสนุนสุขภาพจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายโดยรวม การมีสุขภาพลำไส้ที่ดีช่วยเพิ่มการตอบสนองของร่างกายต่อวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และช่วยให้ร่างกายรับมือกับการติดเชื้อไวรัสได้ดีขึ้น งานวิจัยล่าสุดพบว่า 70% ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอยู่ในลำไส้ การดูแลสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันไข้หวัดใหญ่
*ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
ดีเน่ ฟลาโวพลัส ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วไป แต่เป็นการรวมตัวของสารอาหารที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้ที่อยู่ในวัยทอง โดยเฉพาะการป้องกันไข้หวัดใหญ่และภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต
โดยให้คุณผู้อ่านทานครั้งละ 1 แคปซูล พร้อมกับอาหารมื้อที่สะดวก แต่ขอแนะนำให้ควรเริ่มรับประทาน 1 – 2 เดือนก่อนเข้าสู่ฤดูกาลระบาดของไข้หวัดใหญ่เพื่อให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่พร้อมรับมือ
สรุป
ไข้หวัดใหญ่ ไม่ใช่เพียงโรคธรรมดาที่หายเองได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทองที่ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมถอยและมักมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เมื่อพิจารณาจากความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การป้องกันและการรักษาไข้หวัดใหญ่ในวัยทองจึงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ
การฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี ถือเป็นวิธีป้องกันที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัยที่สุด ร่วมกับการดูแลสุขภาพทั่วไป การรักษาสุขอนามัย และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ จะช่วยลดโอกาสการติดเชื้อได้อย่างมาก
และหากมีอาการสงสัยว่าเป็น ไข้หวัดใหญ่ ผู้ที่อยู่ในวัยทองควรปรึกษาแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใน 48 ชั่วโมงแรกของการเริ่มมีอาการ เพื่อให้การรักษาด้วยยาต้านไวรัสมีประสิทธิภาพสูงสุด การได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมจะช่วยลดความรุนแรงของโรคและป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ และอย่าลืม