ในยุคที่กระแสรักสุขภาพกำลังมาแรง การอดอาหารเพื่อสุขภาพหรือที่เรียกว่า “Fasting” ก็ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะ Water Fasting ซึ่งกำลังเป็นเทรนด์ฮิตในหมู่คนรักสุขภาพทั่วโลก หลายคนอ้างว่าวิธีนี้ช่วยล้างพิษในร่างกาย ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดีขึ้น ลดน้ำหนัก และอาจช่วยป้องกันโรคเรื้อรังบางชนิด แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในช่วง วัยทอง ซึ่งร่างกายกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนและมีความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพต่างๆ การทำ Water Fasting จะเหมาะสมหรือไม่? และจริงๆ แล้วคืออะไร?
Water Fasting คือ การอดอาหารทุกชนิด โดยรับประทานเฉพาะน้ำเปล่าเท่านั้น วัยทองไม่มีการรับประทานอาหารแข็งหรืออาหารเหลวอื่นๆ เช่น น้ำผลไม้ ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มพลังงาน เป็นต้น โดยระยะเวลาในการทำ Water Fasting อาจแตกต่างกันไป ตั้งแต่ 24 – 72 ชั่วโมง ไปจนถึงหลายวันหรือหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์และสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล
กลไกการทำงานของ Water Fasting ในร่างกาย
เมื่อคุณผู้อ่านเริ่มอดอาหารและดื่มเฉพาะน้ำเปล่า ร่างกายจะเข้าสู่กระบวนการทางชีวเคมีที่น่าสนใจ โดยแบ่งเป็นระยะ ดังนี้
- ระยะเริ่มต้น (0 – 24 ชั่วโมง) ร่างกายจะใช้พลังงานจากกลูโคสที่เก็บสะสมไว้ในตับในรูปของไกลโคเจน (Glycogen) ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็นกลูโคสเพื่อให้สมองและเซลล์ต่างๆ ใช้งาน
- ระยะเปลี่ยนผ่าน (24 – 72 ชั่วโมง) เมื่อไกลโคเจนหมด ร่างกายจะเริ่มเข้าสู่ภาวะที่เรียกว่า “คีโตซิส” (Ketosis) โดยเริ่มสลายไขมันที่สะสมไว้ให้กลายเป็นคีโตน (Ketone bodies) เพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนกลูโคส
- ระยะคีโตซิสเต็มที่ (72 ชั่วโมงขึ้นไป) ร่างกายจะปรับตัวให้ใช้คีโตนเป็นแหล่งพลังงานหลัก ซึ่งช่วงนี้เองที่มีการอ้างว่ากระบวนการล้างพิษ (Detoxification) และการซ่อมแซมเซลล์ (Cellular repair) จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ในช่วงที่ทำ Water Fasting ร่างกายจะเกิดกระบวนการที่เรียกว่า “ออโตฟาจี” (Autophagy) ซึ่งเป็นกลไกการกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพหรือทำงานผิดปกติ และนำส่วนประกอบกลับมาใช้ใหม่ กระบวนการนี้ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของเซลล์และการป้องกันโรคเรื้อรังนั้นเอง
ประโยชน์ของ Water Fasting
การทำ Water Fasting ในปัจจุบันมีผู้กล่าวอ้างถึงประโยชน์หลายประการ ซึ่งบางข้อมีงานวิจัยรองรับ แต่บางข้อยังอยู่ในขั้นทฤษฎีหรือมีหลักฐานไม่เพียงพอ ประโยชน์ที่มักได้รับการกล่าวถึงมี ดังนี้
1. ช่วยในการล้างพิษ (Detoxification)
Water Fasting ช่วยให้ร่างกายมีเวลาพักจากการย่อยอาหาร และมุ่งเน้นการกำจัดสารพิษที่สะสมในร่างกาย โดยเฉพาะในตับและไต เมื่อไม่มีอาหารเข้าสู่ร่างกาย ระบบการกำจัดของเสียจะทำงานได้อย่างเต็มที่ในการขับสารพิษออกจากร่างกาย ในช่วงที่ทำ Water Fasting ร่างกายจะสลายไขมันที่สะสม ซึ่งอาจมีสารพิษละลายอยู่ เช่น สารเคมีจากสิ่งแวดล้อม ยาปราบศัตรูพืช หรือสารปนเปื้อนอื่นๆ ทำให้สารเหล่านี้ถูกปล่อยออกมาและถูกขับออกจากร่างกายในที่สุด
2. กระตุ้นการฟื้นฟูเซลล์และการชะลอวัย
จากงานวิจัยพบว่าการอดอาหารช่วยกระตุ้นกระบวนการนี้ ซึ่งอาจช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์และเนื้อเยื่อ ลดการอักเสบเรื้อรัง และอาจช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของเซลล์ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน และโรคหัวใจ
นอกจากนี้ การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าการจำกัดแคลอรีและการอดอาหารเป็นระยะอาจช่วยยืดอายุขัยและปรับปรุงคุณภาพชีวิตในวัยทอง
3. การลดน้ำหนักและปรับปรุงเมแทบอลิซึม
การทำ Water Fasting มีผลโดยตรงต่อการลดน้ำหนักในระยะสั้น เนื่องจากร่างกายไม่ได้รับแคลอรีและต้องใช้พลังงานจากไขมันสะสม นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาที่พบว่าการอดอาหารเป็นระยะอาจช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน (Insulin sensitivity) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและการเผาผลาญไขมัน
การวิจัยบางชิ้นยังพบว่าการอดอาหารอาจช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญไขมัน เช่น ฮอร์โมนเจริญเติบโต และนอราดรีนาลีน ซึ่งอาจช่วยเร่งกระบวนการเผาผลาญไขมันในร่างกาย
4. ลดการอักเสบและปรับปรุงระบบภูมิคุ้มกัน
การอักเสบเรื้อรังในร่างกายเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด รวมถึงโรคหัวใจ เบาหวาน และโรคที่เกี่ยวข้องกับความเสื่อมของระบบประสาท การอดอาหารอาจช่วยกระตุ้นกระบวนการฟื้นฟูเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะการสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใหม่ และอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคภูมิแพ้และโรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตนเอง
5. ปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด
มีการศึกษาที่พบว่าการอดอาหารในระยะสั้นอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ลดความดันโลหิต ลดระดับไขมันในเลือด (โดยเฉพาะไตรกลีเซอไรด์และ LDL หรือไขมันชนิดไม่ดี) และลดระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนี้ การอดอาหารยังอาจช่วยลดการอักเสบในหลอดเลือด ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ที่นำไปสู่โรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
แล้ว Water Fasting ยังดีสำหรับวัยทองหรือไม่?
Water Fasting กับวัยทองยังสามารถทำได้หรือไม่?
ช่วงวัยทองเป็นระยะเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของชีวิต การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนในช่วงนี้ส่งผลกระทบต่อร่างกายหลายด้าน เช่น การเผาผลาญพลังงาน การสะสมไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และความหนาแน่นของกระดูก แม้จะมีข้อดีในทางสุขภาพของวัยทองมากก็จริง แต่ก็ยังคงมีข้อเสียด้วยเช่นกัน
ดังนั้น ก่อนตัดสินใจทำ Water Fasting วัยทองควรพิจารณาทั้งข้อดีและข้อควรระวังให้รอบคอบ โดยเราได้รวบรวมมาให้คุณผู้อ่านได้ลองเปรียบเทียบและชั่งน้ำหนัก
ข้อดีของ Water Fasting สำหรับวัยทอง
- ช่วยควบคุมน้ำหนัก
หนึ่งในปัญหาที่พบบ่อยในวัยทอง คือ การเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัว เนื่องจากอัตราการเผาผลาญพื้นฐานลดลง และมีการสะสมไขมันบริเวณหน้าท้องมากขึ้น การทำ Water Fasting อย่างเหมาะสมอาจช่วยลดน้ำหนักและกระตุ้นการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน
- ปรับปรุงความไวต่ออินซูลิน
ในวัยทองมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานประเภท 2 จะเพิ่มสูงขึ้น การอดอาหารเป็นระยะอาจช่วยปรับปรุงความไวต่ออินซูลินและการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งอาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานและกลุ่มอาการเมตาบอลิค
- ลดอาการอักเสบ
อาการอักเสบเรื้อรังมักพบมากขึ้นในวัยทอง และเป็นสาเหตุของโรคเรื้อรังหลายชนิด การอดอาหารอาจช่วยลดระดับการอักเสบในร่างกาย ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ และลดความเสี่ยงของโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ
- ชะลอความเสื่อมของเซลล์
กระบวนการออโตฟาจีที่เกิดขึ้นระหว่างการอดอาหารอาจช่วยกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพและลดการสะสมของโปรตีนที่ผิดปกติ ซึ่งอาจช่วยชะลอความเสื่อมของสมองและระบบประสาท และลดความเสี่ยงของโรคสมองเสื่อมในวัยชรา
- ปรับปรุงสุขภาพหัวใจ
ในวัยทอง ความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดจะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งมีผลปกป้องหัวใจ การอดอาหารอาจช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และภาวะดื้ออินซูลิน
ข้อควรระวังของ Water Fasting สำหรับวัยทอง
แม้ว่า Water Fasting อาจมีประโยชน์ต่อสุขภาพในวัยทอง แต่ก็มีข้อควรระวังหลายประการที่ต้องพิจารณาก่อนทำเหมือนกัน เพื่อให้เข้าใจอย่างรอบด้าน
- การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ
เมื่อคุณเข้าสู่วัยทอง จะเป็นช่วงที่มวลกล้ามเนื้อลดลงตามธรรมชาติอยู่แล้ว และการอดอาหารในระยะยาวอาจเร่งการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งส่งผลเสียต่อการเผาผลาญพลังงาน ความแข็งแรง และความสามารถในการทำกิจวัตรประจำวัน
- ผลกระทบต่อความหนาแน่นของกระดูก
ในวัยทองมีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือน การขาดสารอาหารสำคัญเช่นแคลเซียมและวิตามินดีจากการอดอาหารอาจเพิ่มความเสี่ยงของการสูญเสียมวลกระดูกและกระดูกหัก
- ภาวะขาดสารอาหาร
วัยทองมักมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหารอยู่แล้ว เนื่องจากการดูดซึมสารอาหารที่ลดลงและความอยากอาหารที่ลดลง การอดอาหารในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการขาดวิตามิน แร่ธาตุ และโปรตีนที่จำเป็น
- ผลกระทบต่อยาประจำ
คนในวัยทองมักมีโรคประจำตัวและรับประทานยาหลายชนิด การอดอาหารอาจส่งผลต่อการออกฤทธิ์ของยา และอาจเกิดอันตรายได้หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์
- ความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ
วัยทองท่ายใดเป็นผู้ที่มีภาวะเบาหวาน หรือได้รับยาควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากทำ Water Fasting อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ระหว่างการอดอาหาร ซึ่งอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
- ความดันโลหิตต่ำ
การอดอาหารอาจทำให้ความดันโลหิตลดลง ซึ่งในวัยทองที่มีความดันโลหิตต่ำอยู่แล้วหรือรับประทานยาลดความดันโลหิต อาจเกิดอาการหน้ามืด เป็นลม หรือหมดสติได้
- ผลกระทบต่อฮอร์โมน
การอดอาหารอาจส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนในร่างกาย ซึ่งในวัยทองที่มีการเปลี่ยนแปลงของการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนในวัยทองอยู่แล้ว การอดอาหารที่รุนแรงอาจยิ่งทำให้ระบบฮอร์โมนไม่สมดุล ส่งผลให้อาการของวัยทอง เช่น อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ หรืออารมณ์แปรปรวน รุนแรงมากขึ้น
- ความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำ
แม้ว่าการทำ Water Fasting จะให้ดื่มน้ำเปล่าได้ แต่วัยทองมักมีความรู้สึกกระหายน้ำที่ลดลง และมีความเสี่ยงต่อภาวะขาดน้ำสูงกว่าวัยหนุ่มสาว นอกจากนี้ เราได้รับน้ำส่วนหนึ่งจากอาหารที่รับประทาน การงดอาหารจึงอาจทำให้ได้รับน้ำไม่เพียงพอ
- ผลต่อสุขภาพจิต
การอดอาหารอาจส่งผลต่ออารมณ์และสภาพจิตใจ ในวัยทองที่มีความเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้าอยู่แล้ว การอดอาหารอาจทำให้อาการแย่ลงได้ โดยเฉพาะหากมีประวัติของโรคทางจิตเวชหรือความผิดปกติของพฤติกรรมการกิน
- ความเสี่ยงต่อการขาดพลังงาน
เมื่อเข้าสู่วัยทองแล้ว คุณจะมีมีความต้องการพลังงานที่เพียงพอเพื่อรักษาสุขภาพและคุณภาพชีวิต การอดอาหารที่นานเกินไปอาจทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย เวียนศีรษะ และความสามารถในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลงได้
เมื่อข้อเสียเยอะแบบนี้แล้ว? ยังมีทางเลือกอื่นๆ ที่ปลอดภัยมากกว่าการทำ Water Fasting ให้กับวัยทองไหม?
ทางเลือกอื่นที่ปลอดภัยกว่าสำหรับวัยทอง
สำหรับวัยทองท่านใดที่มีความสนใจประโยชน์ของการอดอาหาร แต่กังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของ Water Fasting ทางเราก็ได้รวบรวมทางเลือกที่ปลอดภัยมากขึ้น และเหมาะสมมากกว่าฝากกันด้วย
แต่จะมีวิธีการใดบ้าง ลองอ่านไปพร้อมๆ กัน
1. การอดอาหารแบบจำกัดเวลา (Intermittent Fasting)
การอดอาหารแบบจำกัดเวลา หรือการทำ IF 11: 02/68 เป็นการจำกัดช่วงเวลารับประทานอาหารในแต่ละวัน โดยมีรูปแบบที่นิยมและวัยทองสามารถทำตามได้ คือ
- 16/8 Method เป็นการอดอาหาร 16 ชั่วโมง และรับประทานอาหารในช่วง 8 ชั่วโมงที่เหลือ
เช่น งดอาหารตั้งแต่ 20.00 น. ถึง 12.00 น. ของวันถัดไป
- 14/10 Method อดอาหาร 14 ชั่วโมง และรับประทานอาหารในช่วง 10 ชั่วโมงที่เหลือ
ซึ่งอาจเหมาะสมกว่าสำหรับวัยทอง
แม้การอดอาหารแบบจำกัดเวลายังคงให้ประโยชน์หลายอย่าง แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า Water Fasting เนื่องจากร่างกายของวัยทองยังคงได้รับสารอาหารที่จำเป็นในช่วงเวลาที่รับประทานอาหาร
2. การจำกัดแคลอรีแบบเป็นระยะ (Periodic Calorie Restriction)
วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่น่าสนใจสำหรับวัยทอง โดยแทนที่จะงดอาหารทั้งหมด ให้ปรับมาเป็นการลดปริมาณแคลอรีลง 25 – 40% ในบางวันของสัปดาห์ เช่น 2 – 3 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งอาจให้ประโยชน์คล้ายกับการอดอาหาร แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่า
วิธีการนี้เราเรียกว่า 5/2 Diet โดย 5 วันรับประทานอาหารปกติ และ 2 วันจำกัดแคลอรีประมาณ 500 – 600 แคลอรีต่อวัน ซึ่งยังคงช่วยกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมเซลล์และการเผาผลาญไขมันในร่างกายของวัยทอง แต่ไม่รุนแรงเท่า Water Fasting
3. การรับประทานอาหารตามแนวทางเมดิเตอร์เรเนียน
อีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับวัยทองไม่แพ้กัน ผ่านการรับประทานอาหารเมดิเตอร์เรเนียนโดยจะเป็นการเน้นให้วัยทองทานผัก ผลไม้ ธัญพืชไม่ขัดสี โปรตีนจากปลาและโปรตีนจากพืช 05: 02/68 น้ำมันมะกอก และการลดการบริโภคเนื้อแดงและอาหารแปรรูป
ซึ่งมีงานวิจัยพบว่า แนวทางการรับประทานอาหารลักษณะนี้ สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ เบาหวาน สมองเสื่อม และมะเร็งบางชนิด ซึ่งเป็นปัญหาสุขภาพที่พบบ่อยในวัยทอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการอดอาหารที่รุนแรง
วิธีการทำ Water Fasting ในวัยทอง
สำหรับวัยทองบางท่านที่ยังคงสนใจที่จะทดลองทำ Water Fasting แม้จะทราบถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับร่างกายตามที่เรานำเสนอแล้ว เพื่อให้การทำวิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น เราขอแนะนำว่า…
1. ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้น
สิ่งสำคัญที่สุดของการทำ Water Fasting ในวัยทอง คือ การปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มต้นทำ โดยเฉพาะหากคุณผู้อ่านเป็นผู้…
- มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น
- กำลังใช้ยาประจำ
- มีประวัติของโรคทางจิตเวชหรือความผิดปกติของพฤติกรรมการกิน
- มีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ หรือมีภาวะขาดสารอาหาร
- มีประวัติของโรคกระดูกพรุน หรือกระดูกหัก
2. เริ่มต้นอย่างช้าๆ
หากแพทย์อนุญาตให้คุณได้ทดลองทำ Water Fasting ควรเริ่มต้นจากการอดอาหารในระยะสั้นก่อน เช่น 24 ชั่วโมง เพื่อสังเกตอาการที่เกิดขึ้น และหลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาในครั้งต่อไป หากร่างกายตอบสนองดี
แต่ไม่ควรเริ่มต้นด้วยการอดอาหารที่ยาวนานเกิน 3 วัน โดยเฉพาะหากคุณไม่เคยมีประสบการณ์การอดอาหารมาก่อนเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นตามมานั่นเอง
3. เตรียมร่างกายก่อนเริ่ม Water Fasting
ก่อนเริ่มต้นทำ Water Fasting ในช่วง 2 – 3 วันก่อนเริ่มนั้น เราแนะนำว่าวัยทองควรมีการปรับการรับประทานอาหารให้เบาลง ผ่านการไล่ระดับไปเรื่อยๆ เช่น
- ลดการบริโภคอาหารแปรรูป น้ำตาล และคาเฟอีน
- เพิ่มการรับประทานผัก ผลไม้ และอาหารที่ย่อยง่าย
- รับประทานอาหารในปริมาณที่น้อยลง
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
เพราะการเตรียมร่างกายจากการค่อยๆ ปริมาณ จะช่วยให้วัยทองสามารถลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเริ่มต้นของการอดอาหาร แทนที่จะไปอดแบบหักดิบทีเดียว เช่น ปวดหัว คลื่นไส้ หรืออาการหงุดหงิดนั่นเอง
4. ดูแลตัวเองระหว่างทำ Water Fasting
ในช่วงที่ทำ Water Fasting วัยทองควรปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 2 – 3 ลิตรต่อวัน
- พักผ่อนให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย หรือการใช้แรงที่หนักเกินไป
- สังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะรุนแรง ใจสั่น อ่อนเพลียมาก หรือหน้ามืด
- หากมีอาการผิดปกติ ควรยุติการอดอาหารทันทีและรับประทานอาหารเบาๆ
- หลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิสูง เช่น การขับรถเป็นระยะทางไกล
5. การเริ่มรับประทานอาหารอีกครั้ง (Refeeding)
และเมื่อทำ Water Fasting ครบตามที่กำหรดแล้ว การกลับมารับประทานอาหารหลังการอดอาหารเป็นขั้นตอนที่สำคัญมากสำหรับวัยทอง โดยเฉพาะหากอดอาหารเป็นเวลานาน การรับประทานอาหารที่หนักหรือมากเกินไปในทันทีอาจทำให้เกิดอาการไม่สบาย เพราะฉะนั้นแนะนำว่าควรเริ่มต้นด้วยอาหารที่ย่อยง่าย ในปริมาณน้อย เช่น…
- น้ำผลไม้เจือจาง หรือน้ำซุปใส
- ผลไม้อ่อนนุ่ม เช่น แอปเปิ้ล ลูกแพร์ หรือมะละกอสุก
- ผักต้มหรือนึ่ง
- ธัญพืชต้มสุก เช่น ข้าว หรือเกาลัด
และหลังจากนั้นค่อยๆ เพิ่มปริมาณและชนิดของอาหารในวันถัดไป และกลับสู่การรับประทานอาหารปกติภายใน 2 – 3 วัน หลังสิ้นสุดการอดอาหารนั้นเอง
และหากคุณผู้อ่านวัยทองท่านใดที่ได้ลองทำไปแล้ว และอยากกลับมามีสุขภาพที่ดีและแข็งแรงมากขึ้นในช่วงวัยทอง หรือคุณผู้อ่านวัยทองท่านใดที่ไม่ได้ทำ แต่อยากดูแลสุขภาพตัวเองเช่นเดียวกัน เรามีอาหารเสริมที่เหมาะต่อสุขภาพ และคัดสรรมาเพื่อคุณผู้หญิงที่เป็นวัยทองโดยเฉพาะ กับ…
“ดีเน่ ฟลาโวพลัส (DNAe Flavoplus)”
ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของร่างกายโดยเฉพาะในช่วงวัยทอง ผ่านการคิดค้นและคัดสรรด้วยสูตรตัวยาของคุณหมอ โดยใน 1 แคปซูล จะประกอบไปด้วยสารสกัดธรรมชาติ 6 ชนิดที่ทำงานร่วมกันเพื่อเสริมสร้างสุขภาพที่ดีแก่วัยทอง
- 1. สารสกัดจากถั่วเหลืองนำเข้าจากประเทศสเปน
ถั่วเหลืองมีไอโซฟลาโวน ซึ่งเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน เมื่อร่างกายของผู้หญิงวัยทองมีระดับเอสโตรเจนลดลง สารสกัดจากถั่วเหลืองจะช่วยบรรเทาอาการของวัยทอง เช่น อาการร้อนวูบวาบ และเหงื่อออกตอนกลางคืนได้ดี
และเมื่อทำการ Water Fasting ในวัยทอง ร่างกายจะอยู่ในกระบวนการ Autophagy ซึ่งเป็นการกำจัดเซลล์ที่เสื่อมสภาพ การรับประทานสารสกัดจากถั่วเหลืองหลังการ Water Fasting จะช่วยสนับสนุนการสร้างสมดุลฮอร์โมนที่ดีขึ้น และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- 2. สารสกัดจากตังกุย
ตังกุย เป็นสมุนไพรจีนที่ใช้ในการรักษาความไม่สมดุลของฮอร์โมนในสตรีวัยทอง มีส่วนช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน และปัญหาระบบสืบพันธุ์อื่นๆ รวมถึงช่วยบำรุงเลือด กระตุ้นการไหลเวียนเลือด และลดการอักเสบ
ซึ่งในระหว่างการ Water Fasting ร่างกายของวัยทองจะปลดปล่อยสารพิษและของเสียออกมา สารสกัดจากตังกุยจะช่วยสนับสนุนระบบการไหลเวียนเลือดให้ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยนำสารพิษออกจากร่างกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียที่อาจเกิดขึ้นหลังการอดอาหาร
- 3. สารสกัดจากแปะก๊วย
แปะก๊วย เป็นพืชโบราณที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังสมอง ปรับปรุงความจำ และมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ในช่วงวัยทองที่มีการทำ Water Fasting สารสกัดจากแปะก๊วยจะช่วยปกป้องเซลล์สมองจากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นในช่วงการอดอาหาร
นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความชัดเจนในการคิด ซึ่งเป็นประโยชน์ในช่วงที่ร่างกายปรับตัวกับการอดอาหาร
- 4. สารสกัดจากงาดำ
งาดำอุดมไปด้วยแคลเซียม วิตามินอี และสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยในการปกป้องเซลล์จากความเสียหาย ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ และช่วยรักษาสุขภาพของกระดูก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้หญิงวัยทอง
ในระหว่างการ Water Fasting ร่างกายจะใช้พลังงานจากไขมันที่สะสมไว้ และในบางครั้งอาจส่งผลให้แร่ธาตุในร่างกายลดลง สารสกัดจากงาดำจะช่วยเสริมแร่ธาตุที่สำคัญและสารต้านอนุมูลอิสระที่จำเป็นสำหรับการรักษาสุขภาพของกระดูกและหัวใจของวัยทองในช่วงและหลังการอดอาหาร
- 5. ออร์แกนิค แครนเบอร์รี่
แครนเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระและสารประกอบโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันระบบทางเดินปัสสาวะจากการติดเชื้อ ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้หญิงวัยทอง นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและปรับปรุงสุขภาพระบบภูมิคุ้มกัน
การทำ Water Fasting จะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และแครนเบอร์รี่จะเสริมการทำงานนี้ด้วยคุณสมบัติต้านการอักเสบ ช่วยให้ร่างกายวัยทองสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากการอดอาหาร
- 6. อินูลิน พรีไบโอติก
อินูลินเป็นพรีไบโอติกที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ในลำไส้ ปรับปรุงระบบย่อยอาหารและการดูดซึมแร่ธาตุ โดยเฉพาะแคลเซียม ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการป้องกันโรคกระดูกพรุนในผู้หญิงวัยทอง
หลังจากการ Water Fasting จุลินทรีย์ในลำไส้อาจเปลี่ยนแปลงไป การรับประทานอินูลินจะช่วยฟื้นฟูและสนับสนุนการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ดีในลำไส้ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังการอดอาหาร
โดยคุณผู้อ่านสามารถมั่นใจ และไว้วางใจในผลิตภัณฑ์นี้ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากผลิตภัณฑ์ “ดีเน่ ฟลาโวพลัส (DNAe Flavoplus)” ได้ขึ้นทะเบียนรับรองอย่างถูกต้องจาก อย. รวมถึงมีวิธีการทำที่ได้มาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด รวมถึงผ่านมาตรฐานฮาลาลอีกด้วย
*ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร
สรุป
การทำ Water Fasting ในวัยทองอาจมีทั้งประโยชน์และความเสี่ยง ซึ่งการตัดสินใจควรพิจารณาจากปัจจัยเฉพาะบุคคล โดยทั่วไปทางเราขออนุญาตไม่แนะนำให้ทำ Water Fasting ที่ยาวนาน (เกิน 24 – 48 ชั่วโมง) สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทอง เนื่องจากความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ผลกระทบต่อความหนาแน่นของกระดูก และความเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร ทางเลือกที่ปลอดภัยกว่าสำหรับคนในวัยทองที่ต้องการประโยชน์จากการอดอาหาร
การดูแลสุขภาพในวัยทองควรมุ่งเน้นความสมดุลและความยั่งยืน การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การพักผ่อนให้เพียงพอ และการจัดการความเครียด จะเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพที่ดีในระยะยาว มากกว่าการพึ่งพาวิธีการที่รุนแรงหรือมีความเสี่ยงสูงเช่น Water Fasting