- ปัจจัยด้านอายุ
เมื่อมีอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้มวลกระดูกในร่างกายลดลง เป็นผลทำให้เปราะบางและแตกหักง่าย เมื่อถูกกระทบกระเทือนแม้จะไม่รุนแรงก็ตาม นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องของการเสื่อมของเซลล์กระดูกตามธรรมชาติที่เกิดจากการทำงานที่ไม่สมดุล โดยมีสาเหตุมาจากการดูดซึมปริมาณแคลเซียลที่ลดลงตามวัยและไม่เพียงพอต่อการสร้างกระดูก ก่อให้เกิดปัญหาโรคกระดูกพรุนในวัยทองตามมา
- ปัจจัยด้านฮอร์โมน
ในช่วงอายุ 48- 52 ปี ร่างกายของผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนจะเริ่มขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีหน้าที่ส่งเสริมการสร้างมวลกระดูกและป้องกันการสลายของมวลกระดูกที่อาจนำไปสู่กระดูกแตก เช่นเดียวกับผู้ชายในการขาดฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน
หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและให้การป้องกันโรคกระดูกพรุนในวัยทอง อาจรู้ตัวเมื่อกระดูกพรุนหรือกระดูกแตกหักแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกระดูกชนิดที่มีส่วนของกระดูกฟองน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกต้นขาและกระดูกปลายแขน
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต
ปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตล้วนทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนในวัยทอง โดยเฉพาะการขาดการออกกำลังกายเป็นเวลานาน ซึ่งมีส่วนช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ เป็นพฤติกรรมอย่างหนึ่งที่ส่งผลให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง ซึ่งปริมาณแคลเซียมในร่างกายมีส่วนช่วยให้มวลกระดูกมีความแข็งแรง ไม่เสี่ยงต่ออาการกระดูกแตก ซึ่งหากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนในวัยทองได้ ตลอดจนการรับประทานยาบางชนิดเป็นเวลานานก็มีความเสี่ยงเช่นกัน
อาการของโรคกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุนในวัยทอง มักจะไม่แสดงอาการในระยะแรกให้ผู้ป่วยได้รับรู้ จนกระทั่งเกิดภาวะแทรกซ้อน หรืออุบัติเหตุที่ทำให้กระดูกหัก กระดูกแตก ซึ่งคุณผู้อ่านสามารถสังเกตุอาการต่างๆ ได้ ดังนี้
- อาการเบื้องต้น
- ปวดหลังเรื้อรัง
- ความสูงลดลง
- หลังค่อม
- กระดูกแตกหักง่ายแม้เพียงการกระทบกระเทือนเล็กน้อย
- ตำแหน่งที่พบการแตกหักบ่อย
- กระดูกสันหลัง
- กระดูกสะโพก
- กระดูกข้อมือ
- กระดูกซี่โครง
กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวัง
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- อายุ 45-55 ปี
- เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
- เสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูกอย่างรวดเร็ว
- ผู้สูงอายุ
- อายุมากกว่า 65 ปี
- มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม กระดูกแตกหักได้ง่าย
- ร่างกายดูดซึมแคลเซียมเพื่อสร้างและซ่อมแซมกระดูกลดลง
- ผู้ที่มีประวัติครอบครัว
- มีญาติสายตรงเป็นโรคกระดูกพรุน
- มีประวัติกระดูกหักในครอบครัว
การรักษาโรคกระดูกพรุนในวัยทอง
1. การรักษาด้วยยา
เนื่องจากโรคกระดูกพรุนในวัยทองเกิดจากภาวะกระดูกเสื่อมที่มาจากหลายสาเหตุ หลักการรักษาจะกระตุ้นการทำงานของเซลล์สร้างกระดูกและลดการทำงานของเซลล์สลายกระดูก มีทั้งการรับประทานยา การฉีดยา และการเพิ่มฮอร์โมน
ยาที่ใช้ในการรักษา
- ยากลุ่ม Bisphosphonates
- ยาฮอร์โมนทดแทน
- ยาเสริมสร้างกระดูก
- แคลเซียมและวิตามินดีเสริม
ข้อควรระวังในการใช้ยา
- ต้องรับประทานตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
- สังเกตผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกาย
- ตรวจติดตามผลการรักษาอย่างสม่ำเสมอ
2. การรักษาแบบองค์รวม
การดูแลสุขภาพทั่วไปเพื่อรักษาสมดุลของร่างกายทั้งจากการออกกำลังกายที่เหมาะสม การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ และการจัดการความเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นขั้นพื้นฐานที่ทุกคนสามารถทำได้ ซึ่งไม่เพียงป้องกันโรคกระดูกพรุนในวัยทองเท่านั้น ยังป้องกันโรคอื่นๆ ได้อีกด้วย
วิธีป้องกันโรคกระดูกพรุนในวัยทอง
1. การรับประทานอาหาร
รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูงและวิตามินดีให้เพียงพอเพื่อช่วยในการดูดซึมแคลเซียมให้กระดูกแข็งแรงและป้องกันกระดูกแตก อาทิ นมและผลิตภัณฑ์จากนม ไข่ คะน้า ผักโขม งาดำ ถั่วเหลือง หรือถั่วชนิดต่างๆ ส่วนอาหารที่มีวิตามินดีสามารถหาทานได้จากปลาทะเลอย่าง ทูน่า แซลมอน ปลาทู ไข่แดง เห็ด ตลอดจนการได้รับแสงแดดอย่างเหมาะสมในแต่ละวัน
และเพื่อให้แน่ใจว่าคุณจะได้รับสารอาหารที่เพียงพอต่อร่างกาย การทานอาหารเสริม ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจไม่น้อยอย่าง DNAe flavoplas (ดีเน่ ฟลาโวพลัส ) ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่ผลิตโดยคุณหมอและเภสัชกร ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากสารกัดทางธรรมชาติที่มั่นใจได้ว่าปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และผ่านการรับรองจาก อย.
- ดีเน่ ฟลาโวพลัส (DNAe Flavoplus) สารสกัดเข้มข้นจากธรรมชาติเกรดนำเข้า มีสารสกัดจากแปะก๊วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปบำรุงสมอง ช่วยเพิ่มความจำ ทำให้หลับสบาย ตื่นเช้ามาแล้วสดชื่น นอกจากนี้ยังช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิง การเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ เหงื่อออกกลางคืน ช่องคลอดแห้ง และอาการร้อนวูบวาบ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในช่วงวัยทอง นับเป็นการบำรุงร่างกายควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพไปพร้อมๆ กัน
- วิธีทาน เพียงรับประทานครั้งละ 1 เม็ด หลังมื้ออาหารที่สะดวก
*การทานอาหารเสริม ควรปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าเหมาะสมกับสภาพร่างกาย และไม่มีปฏิกิริยากับยาอื่นๆ ที่กำลังรับประทานอยู่
2. การออกกำลังกาย
ไม่ว่าปัจจุบันคุณชอบออกกำลังกายหรือไม่เป็นก็ตาม การออกกำลังกายยังเป็นประโยชน์อย่างมาก นอกจากช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงแล้ว ยังสามาช่วยชะลอการเกิดโรคกระดูกพรุนในวัยทองได้ โดยเฉพาะการออกกำลังกายชนิดที่มีการลงน้ำหนักด้วยขา เช่น การเดินเร็ว การวิ่งเหยาะ หรือการเต้นแอโรบิก การออกกำลังกายโดยใช้แรงต้านอย่างการยกเวท และการออกกำลังกายเพิ่มการทรงตัวอย่างโยคะ หรือไทชิ (ไทเก็ก) สิ่งเหล่านี้จะช่วยเพิ่มความมั่นคงในการทรงตัวของร่างกายและยังช่วยลดความเสี่ยงในการล้มที่จะก่อให้เกิดภาวะกระดูกแตกได้อีกด้วย
ข้อควรระวัง
- เริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
- หลีกเลี่ยงท่าที่เสี่ยงต่อการหกล้ม
- ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกาย
3. การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต
- การเลิกบุหรี่
- บุหรี่ลดการดูดซึมแคลเซียม
- เพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียมวลกระดูก
- ลดประสิทธิภาพการทำงานของฮอร์โมนเอสโตรเจนก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุนในวัยทอง
- การลดการดื่มแอลกอฮอล์
- แอลกอฮอล์รบกวนการดูดซึมของแคลเซียม
- เมื่อดื่มแล้วเกิดอาการมึนเมา เพิ่มความเสี่ยงต่อการหกล้มกระดูกแตก
- ส่งผลเสียต่อการสร้างกระดูก
- การป้องกันการหกล้ม
- จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย ทางเดินสะดวก ไม่มีของวางเกะกะ
- ติดตั้งราวจับในห้องน้ำ ให้เดินจับได้อย่างสะดวก
- ใช้รองเท้าที่มีพื้นกันลื่นเพื่อป้องกันการล้ม ลดความเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ
- เพิ่มแสงสว่างในบ้านให้มองเห็นหนทางได้ชัดเจน
เมื่อไรควรพบแพทย์ หากมีข้อสงสัยว่าจะเป็นโรคกระดูกพรุนในวัยทอง
- อาการที่ควรพบแพทย์ทันที
- มีอาการปวดหลังรุนแรงเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
- ความสูงลดลงชัดเจนอย่างเห็นได้ชัด
- กระดูกแตกหักได้ง่ายจากการกระทบกระเทือนแม้เพียงเล็กน้อย
- การตรวจคัดกรอง
- ผู้หญิงที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน
- ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ที่มีโรคที่ทำให้กระดูกบางลงอย่าง โรคไทรอยด์เป็นพิษ
- ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้งสองข้าง
- ผู้ที่ได้รับยาที่ทำให้สูญเสียกระดูกมากกว่าปกติเพื่อรักษาโรค
สรุป
โรคกระดูกพรุนในวัยทองเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน การป้องกันและการดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมและวิตามินดีที่เพียงพอต่อร่างกาย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหมาะสม
ซึ่งหากคุณผู้อ่านมีความเสี่ยงหรือพบอาการผิดปกติ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม การป้องกันและการรักษาโรคกระดูกพรุนในวัยทองตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนและคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว